รู้หรือไม่ แอล-คาร์นิทีนจำเป็นต่อการลดน้ำหนัก?

รู้หรือไม่ แอล-คาร์นิทีนจำเป็นต่อการลดน้ำหนัก?

แอล-คาร์นิทีน สารที่มักใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเสริมลดน้ำหนักหลายชนิด ด้วยคุณสมบัติที่เชื่อกันว่าช่วยฟื้นฟูไขมันมาใช้จริง ๆ แล้วเราควรศึกษาให้ดีก่อนว่าแอลคาร์นิทีนคืออะไรและมีประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่และช่วยลดไขมันได้จริงหรือไม่

จากโฆษณาปัจจุบันเกี่ยวกับอาหารเสริมลดน้ำหนัก มีหลายสูตรเลย ผู้ผลิตได้ออกมาให้เลือกใช้หลายรูปแบบ ทั้งแบบเม็ด น้ำ หรือผสมในเครื่องดื่มต่างๆ สารตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมในวงการตอนนี้คือ แอล-คาร์นิทีน ซึ่งเน้นไปที่คุณสมบัติในการสกัดไขมันเก่าเป็นส่วนใหญ่ เป็นตัวเร่งให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น ฟังดูง่ายและดีใช่มั้ย? แต่เดี๋ยวก่อน!!! ก่อนซื้อเลือกทานด้วยกัน เราควรทราบก่อนว่าสตาร์แอล-คาร์นิทีนคืออะไรและทำอย่างไร? และส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไร?

แอล-คาร์นิทีน คืออะไร?

L-carnitine เป็นชื่อของสาร ที่สร้างขึ้นในร่างกายของเราเอง ประกอบด้วยกรดอะมิโน 2 ชนิด คือ ไลซีน และ เมไทโอนีน และนำไปใช้ในหน้าที่ต่างๆ มากมาย เช่น ช่วยเพิ่มกระบวนการสกัดไขมัน โดยขนส่งกรดไขมัน (fatty acids) เข้าสู่ศูนย์กลางการผลิตพลังงานของเซลล์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง L-Carnitine ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันเป็นพลังงาน พลังงานที่ได้รับส่วนใหญ่ใช้สำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และเนื่องจากกระบวนการพื้นฐานดังกล่าวของสารนี้ ดังนั้นสื่อโฆษณาจึงถูกใช้เป็นประเด็นหลักในการสร้างโฆษณาให้เห็นว่า “เมื่อทานแอลคาร์นิทีนแล้ว ร่างกายก็ดูเหมือนว่าจะทำงานเพื่อดึงไขมันมาใช้ตลอดเวลา แม้ในยามหลับใหล”

โดยปกติ L-carnitine จะผลิตขึ้นภายในตับและไตของเรา และจะถูกเก็บไว้ในกล้ามเนื้อโครงร่าง (skeletal muscle) เช่น กล้ามเนื้อบริเวณแขนและขา นอกจากนี้ยังขนส่งไปยังหัวใจ สมอง และสเปิร์ม (ทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม (เนื่องจาก L-Carnitine เร่งไมโทคอนเดรียเพื่อเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน) คาร์นิทีนเป็นแหล่งคาร์นิทีนสูงที่พบในเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์จากนม คาร์นิทีนจากแหล่งธรรมชาติอื่นๆ ประกอบด้วยถั่วและเมล็ดพืช (เช่น ฟักทอง ทานตะวัน งา) พืชตระกูลถั่วหรือถั่ว (ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วเขียว ถั่วลิสง) ผัก (อาร์ติโชก หน่อไม้ฝรั่ง หัวผักกาด บร็อคโคลี่ กะหล่ำดาว กระหล่ำปลี กระเทียม กะหล่ำปลีเขียว กระเจี๊ยบเขียว ผักชีฝรั่ง ผักคะน้า) ผลไม้ (แอปริคอต กล้วย) ธัญพืช (บัควีท) ข้าวโพด ลูกเกด ข้าวฟ่าง ข้าวโอ๊ต รำข้าว ข้าวไรย์ ข้าวสาลี รำข้าวสาลี จมูกข้าวสาลี) และอาหารเพื่อสุขภาพอื่นๆ (เกสร, หมักยีสต์, carob) ร่างกายดูดซึมคาร์นิทีน การดูดซึมแอลคาร์นิทีนเกิดขึ้นในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ แพทย์สามารถให้คาร์นิทีนแก่ผู้ป่วยได้ทั้งทางหลอดเลือดดำหรือทางปาก

SEE ALSO  เลือกนมกล่องยังไงให้เริ่ดกว่า ได้ประโยชน์มากกว่า | Custer Cyclery

การขาดแอลคาร์นิทีนอาจเกิดขึ้นได้

ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติอาจมีอาการขาดแอลคาร์นิทีนในบางครั้ง เนื่องจากแอล-คาร์นิทีนจะพบในเนื้อสัตว์ นม และถั่วเหลืองหมัก หรือในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมของระบบย่อยอาหาร รวมถึงกรณีของผู้ป่วยที่มีภาวะขาด L-Carnitine (ซึ่งหายากมาก) ซึ่งอาจเกิดจากความบกพร่องทางพันธุกรรมหรือตับหรือไต หรือการรับประทานอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีนและเมไทโอนีนน้อย จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เจ็บหน้าอก กล้ามเนื้อ ความเจ็บปวด. แขนขาอ่อนแรงและอาจมีอาการต่างๆ เช่น ง่วงซึม สับสน เป็นต้น

ประเภทของคาร์นิทีนที่ใช้ในรูปแบบอาหารเสริม คาร์นิทีนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมีสามรูปแบบ:

  • แอลคาร์นิทีน (LC) ใช้กันอย่างแพร่หลาย และถูกที่สุด
  • แอล-อะเซทิล คาร์นิทีน [L-acetylcarnitine (LAC)] เป็นเพียงรูปแบบเดียวในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ (อัลไซเมอร์) และความผิดปกติของสมองอื่นๆ
  • แอล-โพรพิโอนิล คาร์นิทีน [L-propionylcarnitine (LPC)] มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพสำหรับโรคหลอดเลือดส่วนปลาย (PVD)

แอลคาร์นิทีนกับการลดน้ำหนัก

แอลคาร์นิทีนขายเป็นอาหารเสริมลดน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม การศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรับประทานคาร์นิทีนช่วยลดมวลไขมัน เพิ่มมวลกล้ามเนื้อและลดความเหนื่อยล้า ผลลัพธ์ทั้งหมดนี้อาจทำให้น้ำหนักลดโดยทางอ้อม L-Carnitine ในกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการลดน้ำหนัก จากการวิจัยของ ดร.ปิติ นิยมศิริวานิช ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ L-Carnitine ในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักเกิน 13 คน และเปรียบเทียบกับยาหลอก (ที่ไม่ได้รับ L-Carnitine) 15 และรับประทานอาหารแบบเดียวกันและออกกำลังกายแบบเดียวกัน ไม่พบความแตกต่างในดัชนีมวลกาย นอกจากนี้ การศึกษาอื่นที่ผู้หญิงอ้วน 36 คนได้รับแอล-คาร์นิทีน 4 กรัมต่อวันเป็นเวลา 60 วัน ไม่พบความแตกต่างจากยาเม็ดชนิดผง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของน้ำหนักตัวหรือดัชนีมวลกาย แม้แต่การเผาผลาญไขมัน การศึกษาพบว่า L-Carnitine มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้จริง แต่มีน้อยมาก แต่การศึกษาหลายชิ้นแนะนำให้บริโภคอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวันต่อวัน จึงจะช่วยในการเผาผลาญไขมัน อย่างไรก็ตาม แอล-คาร์นิทีนเป็นสารที่ปลอดภัยและมีผลข้างเคียงน้อยมากต่อร่างกาย และให้ประสิทธิภาพสูงสุดหากใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 40-50 นาทีขึ้นไป จะเผาผลาญไขมันได้จริง

SEE ALSO  ลดอ้วนอย่างไรให้ปลอดภัย | Custer Cyclery

ระวังเมื่อใช้แอล-คาร์นิทีน

อ่านที่นี่ ใครที่กำลังคิดจะซื้อแอลคาร์นิทีนควรระวังเพราะอาจมีผลข้างเคียงต่างๆ เกิดขึ้นได้กับร่างกายและอาจเกิดปฏิกิริยากับยาตัวอื่นที่กินด้วยกัน ดังนั้น ในการใช้งานแต่ละครั้ง ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์จึงจะปลอดภัยยิ่งขึ้น เราควรระลึกไว้เสมอว่า สารทุกตัวมีประโยชน์และโทษในตัวเอง ขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาที่ใช้ แม้ว่าแอล-คาร์นิทีนจะไม่แสดงผลข้างเคียงใดๆ เด่นชัดมาก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรับประทาน 5 กรัม (5,000 มก.) ขึ้นไปต่อวันอาจทำให้คลื่นไส้และอาเจียนได้ และต้องไม่ลืมว่าเราได้แอลคาร์นิทีนจากเนื้อสัตว์และนมอยู่แล้ว ซึ่งเราไม่สามารถทราบปริมาณที่แน่นอนได้ ผลข้างเคียงอื่นๆ อาการบางอย่างอาจรวมถึงความอยากอาหารเพิ่มขึ้น กลิ่นตัว และผื่นแดง และในนักกีฬาหรือผู้ที่ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอลคาร์นิทีนสำหรับการเล่นกีฬาเพื่อช่วยสลายไขมันและปรับปรุงการทำงานของกล้ามเนื้อ ควรหยุดเพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักอย่างน้อย 1 สัปดาห์ต่อเดือน ซึ่งหมายความว่าไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

อาหาร
ปริมาณอาหาร
เนื้อหาคาร์นิทีน

สเต็กเนื้อ 100 ก. 95 มก. เนื้อดิน 100 ก. 94 มก. หมู 100 ก. 27.7 มก. เบคอน 100 ก. 23.3 มก. เทมเป้ (ถั่วเหลืองหมัก) 100 ก. 19.5 มก. ปลาคอด 100 ก. 5.6 มก. อกไก่ 100 ก. 3.9 มก. อเมริกันชีส 100 ก. 3.7 มก. ไอศกรีม 100 ก. 3.7 มก. นมไม่ใส่ครีม 100 ก. 3.3 มก. อะโวคาโด 100 ก. 2 มก. คอทเทจชีส 100 ก. 1.1 มก. ขนมปังโฮลวีต 100 ก. 0.36 มก. หน่อไม้ฝรั่ง 100 ก. 0.195 มก. ขนมปังขาว 100 ก. 0.147 มก. มักกะโรนี 100 ก. 0.126 มก. เนยถั่ว 100 ก. 0.083 มก. ข้าวหุงสุก 100 ก. 0.0449 มก. ไข่ 100 ก. 0.0121 มก. น้ำส้ม 100 ก. 0.0019 มก.

SEE ALSO  ผมร่วง ร่วงเท่าไหร่ที่ไม่โอเค | Custer Cyclery

ผู้ที่แพ้อาหารที่มีโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เสริมด้วยแอล-คาร์นิทีน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาตับและไต เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้หากไม่จำเป็นหรือใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์

เครดิต : สถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.), kapook.com, th.wikipedia.org

#รทน #แอลคารนทน #Lcarnitine #จำเปนไหมกบการลดความอวน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น