โรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อน มีความคล้ายคลึงต่างกัน

โรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อน มีความคล้ายคลึงต่างกัน

อาการของโรคกรดไหลย้อนและโรคกรดไหลย้อนอาจคล้ายคลึงกัน แต่อาการของโรคและตำแหน่งที่แสดงอาการต่างกันควรเรียนรู้ความแตกต่างสำหรับการรักษาที่จุดนั้น การรักษาสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งสมุนไพรบำบัดเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย

ในสังคมที่เร่งรีบกับชีวิตประจำวันที่ตึงเครียด ทำให้กิจกรรมทุกอย่างเปลี่ยนไปตามตัวแปรของเวลา บางครั้งกระทบต่อการกินอาหารทำให้ไม่มีเวลากิน ก็สายเกินไปสำหรับบางคนที่จะทานอาหาร ซึ่งถ้าเกิดบ่อย ปัญหาสุขภาพต่อไปคือโรคกระเพาะ และโรคกรดไหลย้อน ซึ่งโรคนี้ได้กลายเป็นโรคที่คุ้นเคยและถือเป็นโรคในเมือง

2 โรคยอดฮิต ความเหมือนต่างกัน

ทั้งโรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ไปจนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น อาการของทั้งสองโรคนี้มีความคล้ายคลึงกัน ตรงด้วยความเจ็บปวด อิจฉาริษยา ท้องอืด คล้ายกับอาหารไม่ย่อย เหมือนมีแก๊สในกระเพาะมาก อาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ แต่โรคทั้งสองนี้แตกต่างกันในรายละเอียดของอาการและตำแหน่งของอาการ

โรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า โรคแผลในกระเพาะอาหาร หมายถึงการก่อตัวของแผลในเยื่อบุของทางเดินอาหาร ในส่วนที่สัมผัสกับน้ำย่อย ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณกระเพาะส่วนปลาย ระหว่างทางแยกของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น

ซึ่งผู้ที่เป็นโรคกระเพาะและไม่ได้รับการดูแล ก็อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ โรคกระเพาะ จะมีอาการแสบร้อน ปวดเมื่อย ยึดเกาะแน่นใต้ลิ้น อาการจะเด่นชัดทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหารใหม่ หรือเมื่อท้องว่างในตอนเช้าหรือก่อนนอน

อาการปวดเหล่านี้เกิดจากความเป็นกรดในกระเพาะอาหารสูง กรดนี้จะทำให้เกิดการระคายเคือง กัดผนังกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดแผล อาการจุกเสียดแน่นจุกแน่นจะเกิดขึ้นครั้งละ 15-30 นาที วันละหลายครั้งระหว่างมื้ออาหาร และจะโล่งใจเมื่ออาหารกับน้ำเข้า

มาตรวจดูว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะหรือไม่

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะมาจากสาเหตุหลัก 4 ประการ ได้แก่

  • เกิดจากความบกพร่องทางกายภาพที่สืบทอดมาแต่กำเนิด อาจมีเนื้อเยื่อในช่องท้องที่ไม่แข็งแรง ไม่สามารถทนต่อกรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาได้ เป็นเวลานานทำให้เกิดแผลพุพองและโรคกระเพาะตามมา
  • เกิดจากอารมณ์ทำงานหนักกับความดันสูง ความเครียด วิตกกังวล หงุดหงิด นอนไม่หลับ และพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • เกิดจากไลฟ์สไตล์มีนิสัยการกินที่ไม่ดี กินเร็ว เร่งรีบ ไม่กินทีละมื้อ ข้ามหรือข้ามมื้ออาหาร ดื่มชาหรือกาแฟมากเกินไป ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือทานยาบางชนิดที่อาจทำให้กระเพาะระคายเคือง เช่น แอสไพริน ยารักษาโรคกระดูก ยาที่มีสเตียรอยด์
  • เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Helicobacter pylori ซึ่งทำให้ผนังและเยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง มีความทนทานต่อกรดและน้ำย่อยน้อยกว่า แผลสมานช้า นอกจากนี้เฮลิโคแบคทีเรียม Pylori ยังเป็นการติดเชื้อที่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหาร
SEE ALSO  รู้ก่อนกิน! วิตามินซีกินอย่างไรเกิดประโยชน์ | Custer Cyclery

โรคกรดไหลย้อน

สำหรับกรดไหลย้อน “GERD” (GERD) เป็นภาวะที่น้ำย่อยที่เป็นกรด (ประกอบด้วยกรดไฮโดรคลอริก) ไหลขึ้นสู่หลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองในลำคอ แสบร้อนที่หน้าอก และจุดเสียดสีแน่นใต้ลิ้น อาการคล้าย ๆ กันนี้มักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่

โรคกรดไหลย้อนเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง หย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยปกติเมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร กล้ามเนื้อหูรูดนี้ทำงานโดยการหดตัวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำย่อยไหลกลับเข้าไปในหลอดอาหาร แต่สำหรับคนที่เป็นโรคนี้กล้ามเนื้อหูรูดจะหลวม ทำให้มีที่ว่างเพียงพอสำหรับน้ำย่อยไหลกลับเข้าไปในหลอดอาหารมากกว่าปกติ การระคายเคืองในหลอดอาหาร หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเกิดการอักเสบของเยื่อบุของหลอดอาหารได้

อาการที่โดดเด่นของโรคกรดไหลย้อนคือ: มีความรู้สึกแสบร้อนใต้เยื่อบุผิวหรือส่วนบนของหน้าอก หลังรับประทานอาหาร 30-60 นาที แน่นหน้าอกคล้ายกับอาหารไม่ย่อย อาจมีอาการคลื่นไส้ เรอเปรี้ยว ลำคอขม กลิ่นปาก เสียงแหบ เจ็บคอ ลิ้นแสบร้อน หรือไอ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นและหายไป แต่มากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ และแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

โรคนี้อาจเกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย และเกิดจากพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดโรค

  • เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหาร สาเหตุอาจเกิดจากการเสื่อมสภาพตามวัย เพราะคนอายุมากกว่า 40 ปี มักพบว่าป่วยด้วยโรคนี้หรือเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดยังไม่พัฒนาเต็มที่ ซึ่งพบได้บ่อยในทารก นอกจากนี้ยังพบว่าโรคกรดไหลย้อนสามารถเป็นผลมาจากโรคอื่นๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไส้เลื่อนกระบังลม และการตั้งครรภ์
  • เกิดจากพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดโรค เช่น การกินมากเกินไป การกินอาหารปริมาณมากในมื้อเดียวทำให้เกิดการหลั่งน้ำย่อยในปริมาณมาก ท้องขยายคลายมากขึ้น กล้ามเนื้อหูรูด กินและนอน นิสัยกินนั่งหรือโค้งตัวล่าง โดยเฉพาะภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร การสวมกางเกงหรือเข็มขัดแน่นเกินไปอาจทำให้เกิดโรคได้
  • ซึ่งเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง เช่น ชาและกาแฟ นอกจากจะไปกระตุ้นการเกิดโรคกระเพาะแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อหูรูดคลายที่อาจทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้
  • เกิดจากการกินอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด จะทำให้กระเพาะเคลื่อนตัวได้ช้า ทำให้กรดไหลย้อนมากขึ้นด้วย
  • เกิดจากการสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มอัดลม การรับประทานอาหารที่มีรสจัด เผ็ด เปรี้ยว มักในปริมาณมาก มีส่วนทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวและมีกรดในกระเพาะสูง
SEE ALSO  ลดน้ำหนัก ต้องไม่เครียด | Custer Cyclery

แนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อนและโรคกรดไหลย้อน

แนวทางบรรเทาอาการทั้งสองโรค ซึ่งสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดและกระตุ้นให้เกิดอาการของโรค ทั้งพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง อาหารมัน อาหารรสจัดเกินไป งดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ กินในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป กินตรงเวลา ไม่กินไม่นอน ฯลฯ

แนวทางการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน เช่น การใช้ยาลดกรด ยาเคลือบระบบทางเดินอาหารและหลอดอาหาร หรือยารักษาโรคกระเพาะ ยาลดกรดสมัยใหม่ต่างๆ การใช้ยาเหล่านี้บ่อยครั้งเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง เบื่ออาหาร เป็นต้น .

แนวทางการรักษาสมุนไพร บำบัดด้วยสมุนไพรไทย เช่นขมิ้นเป็นอีกตัวเลือกยอดนิยม เพราะขมิ้นเป็นสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการโรคกระเพาะ และกรดไหลย้อน มีฤทธิ์ขับลม ต่อการเกิดแผลในกระเพาะและลำไส้ กระตุ้นการหลั่งเมือกเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ ยับยั้งการหลั่งน้ำย่อย ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและทางเดินอาหาร ต้านการอักเสบของลำไส้ใหญ่ และช่วยต่อต้านแบคทีเรีย ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่ไม่เป็นพิษเฉียบพลันและไม่สะสมในตับใช้ปากเปล่าได้อย่างปลอดภัย

SEE ALSO  สุดยอดแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติ | Custer Cyclery

นอกจากขมิ้นแล้วยังดีต่อกระเพาะและระบบย่อยอาหารอีกด้วย ขมิ้นชันไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย ขมิ้นชันอุดมไปด้วยวิตามิน A, C, E ว่าเมื่อทำงานร่วมกันจะช่วยลดไขมันในตับ ช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารดีขึ้น ช่วยชำระล้างลำไส้ บำรุงสมอง และบำรุงปอด นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นยังช่วยยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนสที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในอวัยวะภายใน

กินง่ายไม่ยุ่งยากอีกต่อไป

ตอนนี้ การรับประทานขมิ้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป Huai An Soth ผู้ผลิตแคปซูลผงขมิ้นที่บรรจุในแคปซูลปราศจากสารกันบูด ปลอดภัยตามมาตรฐานการผลิตคุณภาพด้วยประสบการณ์ อยู่ในธุรกิจยาสมุนไพรมากว่า 65 ปี เน้นกระบวนการผลิต ผ่านการควบคุมคุณภาพ ทุกขั้นตอนตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงขั้นสุดท้าย จึงทำให้ขมิ้นของบริษัท อ้อย อัน ยา จำกัด ได้รับความไว้วางใจในคุณภาพจากผู้บริโภคทั่วประเทศ

แคปซูลขมิ้นชันไร้สารกันบูดจาก Huai An Medicine Co.,Ltd. มีสรรพคุณทางยา ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด บรรเทาอาการของแผลในทางเดินอาหาร กระเพาะ และลำไส้ ประกอบด้วยสารสีเหลืองส้มที่เรียกว่าเคอร์คูมิน และยังมีน้ำมัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นน้ำมันที่มีสีส้มอมเหลือง 2-6 เปอร์เซ็นต์ ขมิ้นชันแคปซูล 1 เม็ด ประกอบด้วยขมิ้นชัน (Curcuma longa) 500 มก. (มีเคอร์คูมินอยด์ไม่น้อยกว่า 7% และน้ำมันหอมระเหยไม่น้อยกว่า 6% )

#โรคกระเพาะอาหาร #และ #โรคกรดไหลยอน #ความเหมอนทแตกตาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น